|
ขออนุญาตพูดถึงความเห็นของท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลฯ คุณศิวะ แสงมณี
ต่อจากอาทิตย์ที่แล้วอีกสักนิดนะครับ
ท่านผู้ว่าฯศิวะ
ท่านมองดูเรื่องของสุขภาพประชาชนในมุมกว้าง ท่านเห็นด้วยกับแนวของชีวจิตที่ว่า
สุขภาพเป็นเรื่องของเราเอง เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องระวังสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงได้
เมื่อสุขภาพแข็งแรงแล้ว เราก็ไม่เจ็บป่วย ไม่ต้องไปรบกวนทางโรงพยาบาลให้เป็นการสิ้นเปลืองเงินทองของตัวเอง
และของงบประมาณแผ่นดิน
ท่านผู้ว่าฯศิวะ
ยังเห็นด้วยกับโครงการกลับไปสู่ชีวิตธรรมชาติ ชีวิตของปู่ย่าตายายของเรา
ซึ่งยืดเอาธรรมชาติเป็นหลักในการครองชีวิต ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย
แต่พอมีพอกิน และมีความสุขสงบสมกับชีวิตเรียบง่ายของคนไทยสมัยก่อน
ที่ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งก็ตรงที่ว่า
ท่านเห็นว่าเรื่องอาหารเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดต่อการมีสุขภาพที่ดี
เห็นว่าข้าวซ้อมมือเป็นอาหารหลักของคนไทย และข้าวต่างๆ ตามสูตรอาร์ซี
นั้นเมืองไทยเราปลูกกันได้อยู่นานแล้ว และน่าจะสนับสนุนให้ชาวนาปลูกกันเองเป็นลํ่าเป็นสัน
สำหรับบริโภคของตัวเอง ถ้ามีเหลือก็นำออกขายเป็นรายได้พิเศษ
"ดีเสียอีกที่ชาวนา
ซึ่งปลูกข้าวต่างๆ ได้ จะได้มีอาชีพหลากหลายมากยิ่งขึ้น อาจจะเป็นอาชีพหลักได้ด้วยซํ้า"
แต่ข้อสังเกตข้อหนึ่งของท่านผู้ว่าฯศิวะ
ทำให้ผมได้คิด เพราะท่านถามว่า "เป็นไปได้ อย่างไรที่ข้าวซ้อมมือแพงกว่าข้าวขาว"
ข้อสังเกตข้อนี้อีกเหมือนกัน เป็นเรื่องเดียวกับข้อสังเกตของท่านเจ้าอาวาสวัดป่าหนองไผ่
ที่จังหวัดสกลนคร ท่านอาจารย์สุธรรม
หลังจากการสัมมนา
"โครงการพัฒนาระบบทางเลือกใหม่ในการดูแลสุขภาพ" ที่อุบลฯ
วันรุ่งขึ้นผมก็ไปสกลนครและแวะไปกราบท่านอาจารย์สุธรรม ที่วัดป่าหนองไผ่
เชื่อไหมครับว่าท่านสีข้าวซ้อมมือกินเอง
ขณะที่ผมไปถึงท่านกำลังให้ลูกศิษย์วัดสีข้าว
เครื่องสีข้าวของท่านเป็นเครื่องเล็กๆ ขนาดสักหนึ่งเมตรคูณหนึ่งเมตรครึ่ง
เป็นเครื่องเล็กทำงานได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เล็กและเบาจนกระทั่งว่าเวลาที่เอาเครื่องสีข้าวมาส่งนั้น
คนมาส่งเอาเครื่องแบกใส่บ่าขี่รถจักรยานยนต์เอามาส่งได้
"ซื้อข้าวกินเองไม่ไหวหรอกโยม
ข้าวซ้อมมือกิโลละ 27 บาท พ่อค้าเอาเปรียบเหลือเกิน"
ผมมองท่านอย่างงงๆ
"เมื่อสัก 5-6 เดือนก่อน ข้าวซ้อมมือขายกิโลละ 12-13 บาท แล้วอยู่ๆ
ก็ขึ้นราคาสองเท่าตัว เป็นไปได้อย่างไร"
ท่านยังอธิบายต่อไปว่า
ข้าวขาวเดี๋ยวนี้กิโลละ 16-17 บาท ก็ซื้อได้ และมีที่ไหนในโลกนี้ ข้าวซ้อมมือแพงกว่าข้าวขาว
เวลาขายเป็นข้าวเปลือกก่อนจะเอามาสี
ก็ข้าวเปลือกประเภทเดียวกัน ราคาเท่ากัน
เวลาขายเป็นข้าวเปลือกก่อนจะเอามาสี
ก็ข้าวเปลือกประเภทเดียวกัน ราคาเท่ากันเวลาเอาไปสี ข้าวซ้อมมือสีหนเดียวก็เสร็จ
โสหุ้ยค่าใช้จ่ายในการสีก็ถูกกว่า ถ้าใช้ไฟฟ้าเพื่อจะสี ค่าไฟฟ้าในการสีข้าวซ้อมมือก็ถูกกว่าข้าวขาว
แล้วข้าวซ้อมมือในตลาดขายเข้าไปได้อย่างไรกิโลละ
27 บาท
คำตอบก็คงจะอยู่ที่พ่อค้านั่นแหละ
พ่อค้าประเภทนี้ต้องเป็นนักฉวยโอกาสชนิดเลว อย่างไม่น่าจะดูหน้ากันได้เลยในสังคมความเรียบง่ายเช่นชีวจิตนี้
ท่านอาจารย์สุธรรมเห็นว่าวิธีแก้ที่ดีที่สุดคือการช่วยตัวเอง
ปู่ย่าตายายของเราตำข้าวกินเองมาตลอด
แต่ตอนนี้สังคมเปลี่ยนไป หาคนตำข้าวกินเองไม่มีและตำไม่เป็น และคนสมัยใหม่ก็ฝัดข้าวไม่เป็นอีกเหมือนกัน
ท่านไปเที่ยวเสาะหาตามตลาด
พบว่ามีเครื่องฝัดข้าวเล็กๆ ทำงานได้อย่างดี ราคาถูก หมื่นกว่าๆนิดหน่อย
และทำงานได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ
มีญาติโยมซื้อเครื่องสีข้าวมาถวาย
และได้ข้าวเปลือกจากชาวบ้านมาสีเอาเองอย่างสบายใจ
"ข้าวเปลือกหอมมะลิกิโลละ
6 บาท เท่านั้นเองแหละโยม สีแล้วบวกค่าไฟค่านํ้ามัน ต้นทุนข้าวซ้อมมือหอมมะลิประมาณ
8 บาท ถ้าชาวบ้านเอาไปทำขาย ขายกิโลละ 10-12 บาท ก็กำไรเหลือกินแล้วแหละ"
ผมก็ก้มลงกราบท่านอาจารย์ด้วยความยินดีท่วมหัวใจ
นี่แหละคำตอบของสังคมชีวจิต สังคมที่ใช้ชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ
สังคมที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย และมีความพอดี จะเป็นจริงขึ้นมาได้ก็ตรงที่ข้อชี้แนะของท่านอาจารย์ตรงนี้เองแหละ
ทำไมเราไม่ตั้งชมรมเล็กๆ
ของเรา ชมรมสีข้าว แต่ละชมรมรวมกันสักสิบครอบครัว ซื้อเครื่องสีข้าวสักเครื่องหนึ่ง
แล้วสีข้าวของเราเอง แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ ช่วยกันทำงาน หรือจะเฉลี่ยค่าใช้จ่ายกันก็ได้
ค่าแรงนั้นไม่ยากและไม่แพงเลย
ถ้าสิบครอบครัวเราสีข้าวเพียงอาทิตย์ละครั้ง ก็จะได้ข้าวพอกินกันทั้งครอบครัว
และสีข้าวแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณชั่วโมงเดียว
ได้ข้าวซ้อมมือบริสุทธิ์
หอมกรุ่นน่ากิน และยังปลอดสารพิษด้วย ราคาถูกด้วย ไม่ต้องไปให้พวกพ่อค้าหน้าเลือดมันขูดรีดเราอีกต่อไป
ที่สำคัญที่สุดก็คือ
การปฏิวัติตัวเองด้านอาหาร ด้วยการเริ่มต้นด้วยการกินข้าวซ้อมมือเพียงอย่างเดียวก่อนเท่านั้น
คุณๆ ก็จะเห็นว่าชีวิตของคุณเปลี่ยนไปในทางที่ดีทันตาเห็น
ที่วัดป่าหนองไผ่นั้น
ท่านเห็นผลทันตามาแล้ว สุขภาพของพระทั้งวัดดีขึ้นทุกรูป ระบบการถ่ายดีขึ้น
โรคแพ้ต่างๆ ซึ่งอาการประจำของพระวัดป่าแทบทั้งหมดหายไป เพราะพระวัดป่าท่านฉันอาหารมื้อเดียว
ตอนบ่ายท่านมักจะต้องมีเครื่องดื่มหวานๆ โดยเฉพาะนํ้าอัดลมท่านดื่มเป็นประจำ
แต่เดี๋ยวนี้ท่านฉันข้าวซ้อมมือซึ่งสีเอง
ดื่มนํ้าอาร์ซี ก่อนเที่ยง หรือหลังเที่ยง หรือตอนบ่าย ท่านมีนํ้าผลไม้
และนํ้าสมุนไพร
สุขภาพของท่านดีขึ้นทุกองค์
แล้วพวกเราชาวบ้านกินอาหารกันถึง
3 มื้อ เป็นข้าวซ้อมมือดีๆ ซึ่งทำเอง ทำไมจะไม่สบายขึ้น
ถ้าเราตั้งเป็นชมรมสีข้าวของเราเอง
ชีวจิตของเราจะเริ่มผูกพันกันด้วยข้าว เราจะเป็นสังคมซึ่งใกล้ชิดสนิทสนมกัน
อย่างพี่อย่างน้องมากขึ้น ก็เพราะเรามีข้าว ซึ่งเป็นชีวิตของปู่ ย่า
ตา ยาย แต่ก่อนของเรา จะได้กลับมาเป็นศูนย์กลางของชีวจิตรุ่นใหม่ของเราเต็มภาคภูมิเสียที
ท่านที่สนใจลองเขียนจดหมายมาคุยกันหน่อยได้ไหมครับ
เราจะได้ช่วยกันก่อตั้งชมรมสีข้าวเราขึ้นเอง.
|